วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

ที่มา : หนังสือคู่มือการดูแลผู้สูงอายุสูตรคลายซึมเศร้า โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)


                ภาวะซึมเศร้าคือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลักๆ คือผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่าง โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินการนอน เรี่ยวแรง สมาธิ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเองร่วมด้วย
                การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ถ้าเป็นไม่มากนัก อาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและกินระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทําให้ไม่มีความสุขในชีวิต ทํากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจําวันได้ไม่ดีเหมือนเดิม และบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
อาการของภาวะซึมเศร้าเป็นอย่างไร
                รู้สึกเบื่อหน่าย : ผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่าย สนใจสิ่งต่างๆ น้อยลงหรือหมดความสนใจ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่เบิกบาน ห่อเหี่ยว หดหู่ หรือเซ็ง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก้าย (เหนือ), เป็นตะหน่ายแท่ อุกอั่ง (อีสาน), เอือน (ใต้)           
                รู้สึกเศร้า : ผู้สูงอายุจะเศร้าโศกเสียใจง่าย น้อยใจง่าย ร้องไห้ง่าย รวมถึงมักรู้สึกท้อใจ
                พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลง : ผู้สูงอายุจะนอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ากว่าปกติ หรืออาจนอนมากขึ้น หลับทั้งวันทั้งคืน นอนขี้เซา
                พฤติกรรมการกินเปลี่ยนแปลง : เบื่ออาหาร ไม่ค่อยหิว หรืออาจกินจุขึ้น ของที่เคยชอบกินกลับไม่อยากกิน หรือบางรายอาจอยากกินของที่ปกติไม่กิน เช่น ของหวานๆ
                การเคลื่อนไหวของร่างกายเปลี่ยนแปลง : ผู้สูงอายุอาจเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น กระวนกระวาย ภาษาอีสานเรียกว่า หนหวย หรือ บ่เป็นตะอยู่
                กําลังกายเปลี่ยนแปลง : อ่อนเพลียง่าย กําลังวังชาลดน้อยถอยลง รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีแรง บางรายอาจบ่นเกี่ยวกับอาการทางร่างกายหลายอย่างที่ตรวจไม่พบสาเหตุ หรือมีอาการมากกว่าอาการปกติของโรคนั้นๆ
                ความรู้สึกต่อตนเองเปลี่ยนแปลง : รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง คิดว่าตนเป็นภาระของลูกหลาน ไม่มีความสามารถเหมือนที่เคยเป็น ความภาคภูมิใจในตนเองลดลง อับจนหนหาง หมดหวังในชีวิต
                สมาธิและความจําบกพร่อง : หลงลืมบ่อย โดยเฉพาะลืมเรื่องใหม่ๆ ใจลอย คิดไม่ค่อยออก มักลังเลหรือตัดสินใจผิดพลาด
                ทําร้ายตัวเอง : ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการมากๆ อาจรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป บางรายจะคิดหรือพูดถึงความตายบ่อยๆ นึกอยากตาย และอาจวางแผนทําร้ายร่างกาย เช่น เตรียมสะสมยาจํานวนมากๆ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ จากนั้นอาจลงมือทําาร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น กินยาเกินขนาด กินยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า แขวนคอ หรือใช้อาวุธทําร้ายตนเอง ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่ยอมกินยาประจําตัว เพื่อปล่อยให้อาการทรุดลงจนเสียชีวิต

วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

หลักในการบริโภคไขมันที่ดี

ที่มา: หนังสือคู่มือบันทึกสุขภาพดี เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
โดย: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

การบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวแทนไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์  ไขมันที่เราบริโภคจะเป็นส่วนผสมของกรดไขมันชนิดต่างๆ ซึ่งให้ผลต่อร่างกายแตกต่างกันออกไป หลักในการบริโภคคือ บริโภคไขมันอิ่มตัวน้อยลง และทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น
ไขมันในอาหารประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ชนิดได้แก่
1.กรดไขมันอิ่มตัว พบมกในไขมันสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์สัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์มเคอเนล กรดไขมันชนิดนี้มีผลในการเพิ่มโคเลสเตอรอลรวมและ แอลดีแอล ซึ่งเร่งการกิดโรคหัวใจ
2.กรดไขมันอิ่มตัวตำแหน่งเดียว ถือเป็นไขมันดี มีมากในถั่วเหลืองเมล็ดแห้ง น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว น้ำมันปาล์มโอเลอิน ถั่วลิสง กรดไขมันชนิดนี้มีผลในการลดระดับโคเลสเตอรอล โดยไม่ลดระดับเอชดีแอล ซึ่งป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้
3.กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง พบในน้ำมันถั่วเหลือง ข้าวโพด ดอกคำฝอย เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดฝ้าย เป็นต้น มีผลในการละระดับโคเลสเตอรอล ในขณะเดียวกันก็ลดระดับเอชดีแอลด้วยนอกจากนี้ยังพบมากในอาหารทะเล เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องรับประทานจากอาหาร
*สำหรับไขมันทรานซ์  พบมากในเนยเทียม เนยขาว มาร์เจอรีน น้ำมันที่ใช้ทอดมันฟรั่ง และขนมอบที่ทำจากมาร์เจอรีน ซึ่งไขมันชนิดนี้ในธรรมชาติพบในผลิตภัณฑ์นม ข้อมูลวิจัยพบว่าไขมันชนิดนี้ทำให้เพิ่มโคเลสเตอรอลและลด HDL ได้เช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัว

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แก้นิสัยบ้างาน ปรับชีวิตสู่สมดุล

ที่มา : 40plus.posttoday

มึนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หิวของหวาน อยากของเค็ม ใครเป็นยกมือขึ้น อาการเหล่านี้อาจจะไม่ใช่แค่การเหนื่อยล้าจากการทำงานธรรมดา แต่เป็นกลุ่มอาการที่ บ่งบอกว่า คุณหักโหมเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว ก้มหน้าก้มตาอดหลับอดนอนจนร่างกายรวนและทรุด อนาคตเงินที่หาได้คงต้องใช้รักษาร่างกายแทนการหาความสุขแล้วละ



เศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ทุกอาชีพล้วนมีความเครียดไม่ต่างกัน นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ ค่าครองชีพสูงขึ้น ยังมีปัญหาสังคมและครอบครัวให้ต้องกังวลเพิ่มขึ้นไปอีก ยิ่งความเครียดรุมล้อมมากเท่าไร โอกาสที่โรคร้ายจะรุมเร้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ความเครียดไม่เพียงทำให้สูญเสียพลังงาน แต่ยังนำมาซึ่งโรคร้าย ความเครียดเป็นปฏิกิริยาของสมองที่แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกัน แต่ละคนทนต่อความเครียดได้ไม่เท่ากัน ร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาแตกต่างกันไป ส่วนเรื่องอันตรายก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียดว่ามากน้อยแค่ไหน และความอดทนของแต่ละบุคคล

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รักสะอาดเกินไป เสี่ยงโรคซึมเศร้า

ที่มา: MGR Online
การรักความสะอาดนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่การรักสะอาดจนเกินพอดี อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าได้  เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ได้เจอหน้าศัตรูอย่างเชื้อโรคบ่อยเข้า จะมีผลต่อสมองในการผลิตสารความสุขอย่าง "เซโรโทนิน" (Serotonin) ให้ลดน้อยลงจนมนุษย์คนนั้นป่วยได้นั่นเอง
       หันมองรอบตัวตอนนี้ เราแทบจะมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนับร้อยชนิดให้เลือกซื้อจากชั้นวางสินค้า โดยแทบทุกยี่ห้อระบุว่าสามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจด สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้จนเหมือนมีโถส้วม ห้องครัวใหม่ จนเราแทบจะบอกภูมิคุ้มกันของร่างกายได้เลยว่า "เธอไม่ต้องออกโรงอีกแล้ว
       แต่ยิ่งทำความสะอาดมากขึ้น  ก็ยิ่งมีคนป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นนี่สิ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สงสัย พร้อมอ้างอิงตัวเลขด้วยว่า ตัวเลขของการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าของประชากรในประเทศแถบยุโรปนั้นทิ้งห่างกลุ่มประเทศยากจนลิบลับ ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษ มีคนป่วยด้วยโรคซึมเศร้า 1 ใน 10 ส่วนประเทศไนจีเรีย ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเพียง 1 ใน 100 เท่านั้น ซึ่งนักวิจัยกลุ่มนี้อ้างว่า เป็นเพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายของชาวยุโรปไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างที่ควรจะเป็น
       ดร.แอนดรูว์ มิลเลอร์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ในทีมวิจัยระบุว่า "เราเชื่อว่า ภูมิคุ้มกันของร่างกายคือตัวการของการเกิดโรคซึมเศร้า เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้น ภูมิคุ้มกันก็พัฒนาตนเองไปพร้อม ๆ กัน หากภูมิคุ้มกันของร่างกายได้เจอกับแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ บ้าง ก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ ทุกสิ่งรอบตัวของมนุษย์ต้องสะอาดไปหมด ดังนั้น ภูมิคุ้มกันจึงไม่ค่อยได้พบกับเชื้อโรคหรือแบคทีเรียเท่าใดนัก และนั่นทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอ อีกทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองในการผลิตสารที่สร้างความสุขให้กับร่างกายอย่าง "Serotonin" ซึ่งนั่นทำให้มนุษย์ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าอีกด้วย
   ถึงวันนี้อาจต้องยอมรับว่า สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสร้างมา โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ถูกมองเป็นตัวร้าย ตัวการก่อโรคต่าง ๆ ให้กับมนุษย์นั้น มีภารกิจบางประการแอบซ่อนอยู่ และเป็นภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน เพราะแบคทีเรียบางชนิดก็จำเป็นสำหรับการสร้างภูมิต้านทานให้กับมนุษย์ หากขาดมันไป ก็อาจทำให้มนุษย์เราป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ดังที่เป็นอยู่

6 วิธีง่ายๆ ดูแลเส้นผม

ที่มา: MGR Online
เคล็ดลับ บำรุงเส้นผม อย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน สำหรับสาวผมแห้ง เส้นเล็กลีบแบน ติดหนังศีรษะ เมื่อได้เห็นเส้นผมเงางาม นุ่มสลวยๆ พลิ้วไหวตามสายลมของสาวผมสวยทั้งหลายแล้ว คงจะหันมามองเส้นผมตัวเองแล้วรู้สึกแอบอิจฉาเล็กๆ อยู่ในใจ วันนี้เรามีเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณสามารถช่วยฟื้นผมแห้งเสียให้กลับมาสุขภาพดีได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณเอง
เคล็ดลับ บำรุงเส้นผม อย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน
         1.ระหว่างการสระผมทุกครั้ง เวลาสระผมให้นวดหนังศีรษะไปด้วย โดยการใช้มือขยุ้มเบาๆ ที่หนังศีรษะ เพื่อช่วยให้เกิดการหมุนเวียนโลหิตทั่วบริเวณหนังศีรษะแถมยังทำให้น้ำมันตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยงเส้นผม ซึ่งถือว่าเป็นการ บำรุงเส้นผม ได้ดียิ่งขึ้น
         2.หลังการสระผมทุกครั้ง ควรทำผมให้แห้งก่อนหวี เพราะการหวีขณะที่ผมเปียกจะทำให้เส้นผมขาดง่าย หากจำเป็นควรใช้หวีไม้ซี่ห่างเพื่อลดการขาดและหลุดร่วงของเส้นผม
         3.ผู้ที่นิยมใช้ไดร์เป่าผม ควรใช้ไดร์เป่าในลักษณะบนลงล่าง จากโคนผมไปสู่ปลายผม เพราะจะช่วยให้เกล็ดผมเรียงตัวตามธรรมชาติ เส้นผมนุ่มสลวย แลดูเงางาม และไม่ชี้ฟู
        4.การใช้ไดร์เป่าผมด้วยโรลไฟฟ้าและรีดผมให้ผมเรียบตรงด้วยเครื่องรีดไฟฟ้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนด้วยเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาผมแห้งเสีย เพราะความร้อนสูงของเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้เส้นผมถูกทำลาย
         5.หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการขัดสีต่างๆ รวมทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะเข้าไปทำลายความแข็งแรงของเส้นผมได้ ถ้าหากคุณทำการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้เสีย ก็จะเป็นการช่วย บำรุงเส้นผม โดยตรงอีกด้วย
         6.หากจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมกลางแจ้ง เส้นผมต้องเผชิญกับแสงแดดแรงกล้า ควรป้องกันเส้นผมจากแสงแดดและรังสียูวี โดยการสวมหมวก หรือชะโลมด้วยผลิตภัณฑ์ปรับสภาพเส้นผมก่อนออกแดดเสมอ
         วิธีบำรุงเส้นผม ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น เป็นวิธีแสนง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงแค่คุณปฎิบัติตามด้วยความใส่ใจ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ ในเวลาไม่นาน รับรองว่าคุณจะสามารถมีเส้นผมที่สวย เงางาม ชวนมอง เป็นอย่างมากเลยทีเดียว    

อดนอนบ่อย เพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ

ที่มา : เว็บไซต์มติชนออนไลน์
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
การนอนหลับไม่เพียงพอ สามารถเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ หรือการอุดตันของเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว อย่างการเป็นเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง
ความเสี่ยงข้างต้นเป็นสิ่งที่ทีมนักวิจัยชาวอเมริกัน ค้นพบระหว่างการศึกษาวิจัย และได้เปิดเผยไว้ในวารสารของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน โดยเป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่จำนวน 1,344 คน ที่สุ่มเลือกมาเพื่อการศึกษาเรื่องการนอนหลับในรัฐเพนซิลวาเนีย โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ยที่ 49 ปี และเป็นผู้ชายร้อยละ 42 ซึ่งต้องผ่านการตรวจคัดโรคและนอนหลับอยู่ในห้องทดลองเป็นเวลา 1 คืน ในกลุ่มตัวอย่างนี้ กว่าร้อยละ 39 ยังถูกพบว่า มีอย่างน้อยกว่า 3 ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเมื่อมาอยู่รวมกันถูกเรียกว่ากลุ่มอาการเมตาบอลิสม์ นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังมีค่าดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) สูงกว่า 30 ซึ่งเป็นระดับที่มีคอเลสเตอรอล ความดันเลือด น้ำตาลในเลือด และไตรกลีเซอไรด์สูง ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างจะถูกติดตามดูอาการเป็นเวลาเฉลี่ย 16 ปี โดยมีร้อยละ 22 ในจำนวนนี้ที่เสียชีวิตลงในระหว่างที่มีการทำการศึกษา
จากการศึกษา พบว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการเมตาบอลิสม์ซึ่งนอนหลับไม่ถึง 6 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจหรือการอุดตันของเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองสูงถึง 2.1 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ขณะที่ผู้ที่นอนน้อยและมีกลุ่มอาการเมตาบอลิสม์ ยังมีโอกาส 1.99 เท่าที่จะเสียชีวิตจากโรคใดๆ ก็ได้เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีอาการเมตาบอลิสม์ ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงสูงและได้นอนพักผ่อนมากกว่า 6 ชั่วโมง มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพดี 1.49 เท่า
จูลิโอ เฟอร์นันเดซ เมนโดซา รองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยการแพทย์เพนน์สเตท บอกว่า หากมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหลายด้านอยู่แล้ว ก็ควรจะดูแลเรื่องการนอนพักผ่อนของตนเองให้ดีและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีปัญหา เพราะการนอนหลับถือเป็นสิ่งสำคัญ หากต้องการลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ในวัยผู้ใหญ่ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพที่ดี

รู้จัก “โรคสะเก็ดเงิน”

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ

          “โรคสะเก็ดเงิน (เรื้อนกวาง)” เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีสาเหตุการเกิดโรคที่ไม่แน่ชัด แต่มีพื้นฐานจากพันธุกรรม ร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ทำให้เซลล์ผิวหนังส่วนนั้นแบ่งตัวเร็วกว่าปกติร่วมกับเกิดการอักเสบ จึงเกิดเป็นปื้นหรือเป็นแผ่นหนา แดง คันและตกสะเก็ดเร็วกว่าปกติ จาก 28 วัน เหลือเพียง 4 วัน 
อาการ ผิวหนังจะอักเสบเป็นผื่นแดงหนา ขอบชัด มีสะเก็ดสีเงินติดแน่น สามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่มักพบบ่อยบริเวณข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง บางรายพบความผิดปกติที่เล็บ โดยพบหลุมเล็กๆ บริเวณผิวเล็บ อาจมีจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ หรือเล็บหนาขึ้น บางรายอาจมีอาการปวดข้อและข้อบวมร่วมด้วย
          ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน การติดเชื้อ เช่น โรคไข้หวัด หรือคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส โรคติดเชื้อ HIB ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินกำเริบได้  การแกะเกา ขูด กด เสียดสี ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ และลุกลามออกไปได้  การระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น การแพ้ยาทาต่างๆ สบู่ ผงซักฟอก จะทำให้เป็นผื่นมากขึ้น  การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การเล่นกีฬาหักโหม  ในช่วงฤดูหนาวอากาศแห้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้น  ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้โรคกำเริบได้  ยารักษาโรคจิตประสาทกลุ่ม Lithium ยารักษาโรคมาลาเรีย ยารักษาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตกลุ่ม Beta-blocking agent ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Indomethacin ยา สเตียรอยด์ชนิดกินและฉีด ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง เพราะยาหม้อ ยาจีน ยาไทยบางชนิด ก็ผสมสเตียรอยด์ลงไปด้วย
          การรักษา ทำได้ 3 ทาง ดังนี้  ทายา เช่น กลุ่มสเตียรอยด์ ยาทาน้ำมันดิน ยาทาวิตามินดี เป็นต้น คนที่มีผิวแห้งมากควรทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวด้วย  ฉายแสงอัลตราไวโอเลต ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาทาหรือโรคมีความรุนแรง  ยากิน ใช้ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองการรักษาขั้นต้น คนไข้บางรายอาจจะต้องใช้การรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงของยาลง ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ก็ช่วยให้ห่างไกลโรค “สะเก็ดเงิน” ได้แล้ว